2016

ปรับปรุงล่าสุด 22/10/2562
USABLE CHRONOGRAPH SCALES

USABLE CHRONOGRAPH SCALES

  •  15 พฤษภาคม 2559
  •  2016

'สเกล' ใช้สอย

 

สเกลจับเวลาในนาฬิกาโครโนกราฟ (Chronograph) มีหลายประเภท ทั้งประเภทที่มีประโยชน์ใช้สอยไกลตัวและใกล้ตัว สเกล 2 ประเภทที่ใกล้ตัว ที่จะกล่าวถึงในครั้งนี้คือ สเกลที่ใกล้หัวใจ (Pulsometric Scale - พัลโซ - เมตริก สเกล) และสเกลที่ประยุกต์กับกิจกรรมได้หลากหลายที่เกี่ยวกับความเร็ว (Tachymetric Scale - ทาคีเมตริก สเกล)

 

Prologue

อารัมภบท

นาฬิกาโครโนกราฟ หรือนาฬิกาที่มีฟังก์ชันจับเวลามีคุณประโยชน์หลัก 'คือจับเวลา' ! กำเนิดจากสิ่งประดิษฐ์คิดค้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบันทึกเวลาแรกเริ่มนิยมใช้บันทึกเวลาแรกเริ่มนิยมใช้บันทึกเวลาในการกีฬาและการประกอบกิจกรรมต่างๆ ต่อมามีการนำสเกลประเภทต่างๆ มาประยุกต์กับนาฬิกาโครโนกราฟ เพื่อให้นำไปใช้สอยในงานเฉพาะทางมากขึ้น

นอกจากนี้ นาฬิกาโครโนกราฟยังมีรูปลักษณ์และรูปแบบการจับเวลาอันหลากหลาย ที่ผู้คิดค้นได้ออกแบบเพื่อให้เหมาะสมในการประกอบกิจกรรมนั้นๆ อาทิ ระบบจับเวลาแบบปุ่มเดียว (Monophusher - โมโนพุชเชอร์) ระบบจับเวลาแบบเข็มตีกลับเริ่มใหม่อัตโนมัติ (Flyback - ฟลายแบ็ก) เป็นต้น ทั้งยังมีการนำสเกลประเภทต่างๆ มาประดับเสริมเข้าไปอีก เพื่อให้สะดวกในการใช้งานมากยิ่งขึ้น

ประเภทของสเกลในนาฬิกาโครโนกราฟ ได้แก่

  • 'Pulsometric Scale' คือสเกลที่ใช้วัดอัตราการเต้นของชีพจร
  • 'Tachymetric Scale' คือสเกลที่ใช้วัดอัตราเร็ว
  • 'Asthmometric Scale' (แอสธ์โมเมตริก สเกล) คือสเกลที่ใช้วัดรอบการทำงาน เช่น รอบเครื่องยนต์
  • 'Telemetric Scale' (เทเลเมตริก สเกล) คือสเกลที่ใช้วัดระยะทางระหว่างจุดของผู้สังเกตและจุดที่มองเห็นหรือได้ยิน

แต่สเกลที่จะนำมากล่าวถึงในครั้งนี้คือ 'Pulsometric Scale' และ 'Tachymetric Scale' เนื่องจากเป็นสเกลที่ค่อนข้างใกล้ตัวที่สุด โดยสเกลแรกจะช่วยให้เข้าใจ 'หัวใจ' ของตนเองได้ดีขึ้น ด้วยการใช้วัดอัตราการเต้นของชีพจรของตนเอง (หรือจะนำไปวัดชีพจรของคนอื่นก็ได้ไม่ห้ามกัน) ส่วนสเกลที่ 2 เป็นสเกลวัดอัตราเร็วซึ่งสามารถนำไปประยุกต์กับกิจกรรมได้หลากหลาย และยังเป็นสเกลที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในนาฬิกาโครโนกราฟทั่วไป

 

Pulse

เท่าทัน 'ชีพจร'

ในทางการแพทย์ 'สัญญาณชีพ' (Vital Sign - ไวทัล ซายน์) คืออาการสำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่สามารถบอกถึงความปกติหรือผิดปกติของร่างกาย ประกอบด้วย 4 อาการแสดง (Sign - อาการที่แพทย์สามารถตรวจพบได้) ได้แก่

  • ชีพจร (Pulse - พัลส์) หมายถึงอัตราการเต้นของหัวใจ
  • อัตราการหายใจ (Respiratory Rate - เรสปิราทอรี เรท)
  • อุณหภูมิร่างกาย (Body Temperature - บอดี เทมเพอเรเจอร์)
  • ความดันโลหิต (Blood Pressure - บลัด เพรสเชอร์)

สัญญาณชีพเป็นอาการที่สามารถตรวจวัดได้ด้วยวิธีการง่ายๆ อาจทำใด้ด้วยตนเอง ยกเว้นความดันโลหิตที่ต้องใช้เครื่องวัดสัญญาณชีพยังเป็นตัวบอกความมีชีวิต ใช้ประเมินการทำงานของทุกอวัยวะในร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจ ปอด และสมอง นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในการประเมิน วินิจฉัยสุขภาพเบื้องต้น ช่วยวินิจฉัยโรคได้ และยังใช้ในการตรวจคิดตามและประเมินผลการรักษา

ค่าของสัญญาณชีพของแต่ละบุคคล ปกติค่าไม่เท่ากัน ขึ้นกับอายุ เพศ และเป็นการตรวจในขณะพัก หรือหลังการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะการออกแรง หากร่างกายมีความผิดปกติหรือเกิดโรคค่าของสัญญาณชีพจะเปลี่ยนแปลงผิดปกติไปได้ เช่น เมื่อมีไข้อัตราการหายใจจะสูงขึ้น ความดันโลหิตอาจสูงหรือต่ำ อุณหภูมิร่างกายอาจสูงหรือต่ำกว่าปกติ เป็นต้น

สำหรับชีพจรนั้นเกิดจากแรงสะเทือนของกระแสเลือด ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจห้องล่างด้านซ้าย ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงขยายออกเป็นจังหวะ เป็นผลให้สามารถจับชีพจรได้ตลอดเวลา

ปัจจัยที่มีผลต่อชีพจร อาทิ

  • อายุ เมื่ออายุเพิ่มขึ้นอัตราการเต้นของชีพจรจะลดลง
  • เพศ หลังวัยรุ่น ค่าเฉลี่ยของอัตราการเต้นของชีพจรของผู้ชายจะต่ำกว่าผู้หญิงเล็กน้อย
  • ไข้ อัตราการเต้นของชีพจรเพิ่มขึ้น เพื่อปรับตัวให้เข้ากับความดันเลือดที่ต่ำลง
  • การออกกำลังกาย อัตราการเต้นของชีพจรจะเพิ่มขึ้นเมื่อออกกำลังกายเพื่อให้สามารถสูบฉีดเลือดและส่งออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้มากขึ้น
  • ยา ยาบางชนิดสามารถส่งผลให้อัตราการของเต้นของชีพจรลดลง เช่น ยาโรคหัวใจ
  • ความเครียด เมื่อเกิดความเครียด ความกลัว ความวิตกกังวล หรือเกิดอาการเจ็บปวด จะไปกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเธติก
  • ท่าทาง เมื่ออยู่ในท่ายืนหรือนั่ง อัตราการเต้นของชีพจรจะเพิ่มขึ้น หากอยู่ในท่านอนชีพจรจะลดลง
  • อัตราการเต้นของชีพจรของคนเรา โดยใช้ความรู้สึกที่ได้จากคลื่นบนเส้นเลือดแดงกระทบนิ้วหรือการฟังที่หัวใจในเวลา 1 นาที มีหน่วยเป็นครั้งต่อวินาที (bpm) ได้แก่

ทารกแรกเกิดถึง 1 เดือน ประมาณ 120-160 bpm

1-12 เดือน ประมาณ 80-140 bpm

12-2 ปี ประมาณ 80-130 bpm

2-6 ปี ประมาณ 5-120 bpm

6-12 ปี ประมาณ 75-110 bpm

วัยรุ่น-วัยผู้ใหญ่ ประมาณ 60-100 bpm

*ข้อควรจำในการวัดชีพจร

1. ไม่ใช้นิ้วหัวแม่มือคลำชีพจร เพราะหลอดเลือดที่นิ้วหัวแม่มือเต้นแรง อาจทำให้สับสนกับชีพจรของตนเอง

2. ไม่ควรวัดชีพจรหลังมีกิจกรรม ควรพัก 5-10 นาทีก่อน

3. ไม่ควรพูดขณะวัดชีพจร เพราะจะรบกวนการได้ยินเสียงชีพจร

 

Pulsomatric Scale

สเกลวัดชีพจร

'Pulsometric Scale' นิยมติดตั้งไว้ที่บริเวณขอบหน้าปัดนาฬิกา โดยใช้ร่วมกับเข็มวินาทีภาคจับเวลาที่อยู่บริเวณกึ่งกลางหน้าปัด ในการใช้งานเริ่มต้นด้วยการกดปุ่มเริ่มจับเวลา กระทั่งกดหยุด แล้วอ่านค่าด้วยการดูว่าเข็มวินาทีชี้ไปที่เลขใดบน 'Pulsometric Scale' จะทำให้สามารถอ่านค่าอัตราการเต้นของชีพจรได้ ดังนั้น สเกลชนิดนี้จึงมีไว้เพื่อวัดอัตราการเต้นของชีพจรนั่นเอง !

แพทย์สมัยโบราณทั้งชาวกรีกและโรมันตระหนักดีว่าชีวิตของมนุษย์ถูกควบคุมด้วยจังหวะการเต้นของชีพจร เมื่อราว 300 ปีก่อนคริสตกาล 'Herohilus of Chalcedon' (เฮโรฟิลุสแห่ง คาลเซดอน) ปรมาจารย์แพทย์ชาวกรีก หนึ่งในผู้ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์อเล็กซานเดรีย อาศัยอัตราการทำงานของนาฬิกาพลังน้ำ (Clepsydra-เคลปไซดรา) มาช่วยสังเกตการเต้นของจังหวะชีพจร และค้นพบว่าชีพจรคือคลื่นที่เกิดจากการหดขยายตัวของหลอดเลือดแดงและหัวใจ กล่าวคือหลอดเลือดแดงจะยืด และหยุ่นตัวไปตามจังหวะการทำงานของหัวใจซึ่งบีบและคลายตัวสลับกันเป็นจังหวะ ทำให้เกิดคลื่นที่สัมผัสได้ ต่อมาบรรดาลูกศิษย์ของเขานำหลักการนี้มานับจังหวะชีพจรที่เป็นข้อมูลสำคัญในการวินิจฉัยโรค นอกจากนี้ ยังส่งผลให้เกิดการค้นคว้าและพัฒนานาฬิกาพลังน้ำให้มีความเที่ยงตรงมากขึ้นตามไปด้วย

ราวคริสต์ศตวรรษที่ 1-2 แพทย์ชาวกรีกผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชศาสตร์ และพฤกษศาสตร์นาม Pedanius Dioscoride (พีเดนิอุส ดิออสโครริเค) ได้ยืนยันถึงประโยชน์ที่นาฬิกาพลังน้ำมีต่อวงการแพทย์ โดยเฉพาะ 'Galen of Pergamum' (กาเลนแห่งเปอร์กามัม) ซึ่งใช้นาฬิกาพลังน้ำวัดชีพจรและตรวจวินิจฉัยและรักษาคนไข้ด้วยวิธีการนี้มาเรียบเรียงขึ้นเป็นตำราแพทย์ ซึ่งกล่าวถึงการประยุกต์ใช้นาฬิกาพลังน้ำมาเรียบเรียงขึ้นเป็นตำราแพทย์ ซึ่งกล่าวถึงการประยุกต์ใช้นาฬิกาพลังน้ำมาช่วยรักษาโรค เช่นเดียวกับการ 'แมะ' หรือการตรวจชีพจรซึ่งเป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยของแพทย์จีน โบราณที่สำคัญที่สุดวิธีหนึ่ง นอกจากวิธีการดู ฟัง ถามอาการ และการสัมผัสอวัยวะ

ล่วงเข้าสู่ปลายยุคกลาง คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิชาแพทย์ซึ่งก้าวไปข้างหน้าด้วยเทคโนโลยีเครื่องบอกเวลาที่ปนเปกับความเชื่อทางโหราศาสตร์ กลายเป็นเรื่องปกติหากเจ้าผู้ปกครองแว่นแคว้นและราชนิกุลชั้นสูงจะปรึกษาชะตาชีวิตที่ลิขิตไว้โดยดวงดาวก่อนเข้าทำการรักษา หมอหลวงผู้ถวายการรักษาส่วนใหญ่ต้องมีช่างประจำตัวสำหรับสร้างนาฬิกาซึ่งติดตั้งจักรวาลจำลองไว้ เพื่อคำนวณตำแหน่งจักรราศีของคนไข้ที่สัมพันธ์กับวงโคจรของดวงดาวต่างๆ เพื่อค้นหาวิธีการรักษาของแพทย์ที่เหมาะสม

แม้ว่าหอนาฬิกากลไกประจำเมืองจะแสดงจักรราศี ตำแหน่งของโลกและดาวเคราะห์อื่นๆ แต่ก็ยังขาดกลุ่มดาวในแต่ละจักรราศีที่เกี่ยวข้องกับร่างกายมนุษย์อย่าง 'Aderlassmann' (แอเดอร์ลาสมานน์) ซึ่งเป็นผังระบุตำแหน่งจักรราศีต่างๆ ตามอวัยวะที่จารึกอยู่ในส่วนหนึ่งของบันทึก 'Margarita Philosophica' (มาร์การิตาฟิโลโซฟิกา) ประพันธ์โดย Gregorius Reisch (เกรกอริอุส ไรช์) อาทิ หากต้องผ่าตัดขา ต้องผ่าในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นจักรราศีที่มีเทพเจ้าสถิต จะอำนวยผลให้ออกมาคลาดแคล้วปลอดภัย กาลต่อมาในยุคเรอเนสซองส์ Galileo Galilei (กาลิเลโอ กาลิเลอิ) แหงนหน้าเหม่อมองเพดานของหอระฆังโบสถ์แล้วค้นพบว่า สามารถใช้จังหวะลูกตุ้มเหวี่ยงมาวัดจังหวะชีพจรได้เช่นกัน ต่อมาเขาได้ประดิษฐ์เครื่องมือตรวจชีพจรซึ่งได้รับการขนานนามว่า 'Pulsilogium' (พัลสิโลเจียม) ขึ้น

 

หนังสือชื่อ 'De Motu Cordis et Sanguinis in Animalibus' (เดอ โมตู กอร์ดีส์ เอต์ ซังกวินีส์ อิน แอนิมอลิบุส) หรือ 'On the Motion of the Heart and the Blood in Animals' (ออน เดอะ โมชั่น ออฟ เดอะ ฮาร์ท แอนด์ เดอะ บลัค อิน แอนิมอลส์) ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในปี 1628 แต่งขึ้นโดยแพทย์ชาวอังกฤษนาม William Harvery (วิลเลียม ฮาร์วีย์) อธิบายถึงหน้าที่การทำงานของหัวใจว่าสูบฉีดโลหิตไปตามเส้นเลือดแดงสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย และเลือดที่ใช้แล้วจะไหลตามเส้นเลือดดำกลับเข้าสู่หัวใจเพื่อฟอกใหม่ หนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำราสรีรวิทยาที่ทรงคุณค่ามากที่สุดเล่มหนึ่งของโลก เพราะเนื้อหาในหนังสือนี้สอนให้รู้จักวิทยาการด้านสรีรวิทยาเป็นครั้งแรก ว่าร่างกายของคนทำงานอย่างไร ขณะที่เพื่อนร่วมชาติอีกคนหนึ่ง Stephen Hales (สตีเฟน ฮัลส์) ถือเป็นนักวิทยาศาตร์คนแรกของโลกที่วัดค่าความดันโลหิตได้สำเร็จในปี 1733

การวัดค่าการเต้นของชีพจร ความดันโลหิต และอัตราลมหายใจต้องอาศัยเครื่องตรวจสอบที่มีความเที่ยงตรงสูง ควบคู่ไปกับการจับเวลาด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ ซึ่งเป็นนาฬิกาที่มีฟังก์ชันจับเวลา ซึ่ง Sir John Floyer (เซอร์ จอห์น โฟลเยอร์) ได้เสนอวิธีการวัดค่าชีพจรด้วยเข็มวินาทีของนาฬิการุ่นพิเศษไว้ในหนังสือ 'The Physician's Pulse Watch' (เดอะ ฟิสิเชียนส์ พัลส์ วอทช์) และในปี 1705 เขาได้เปลี่ยนจากทฤษฏีไปสู่การลงมือสร้างนาฬิกาพกวัดค่าชีพจรที่แสดงค่าด้วยเข็มวินาทีเดินติ๊กๆ หรือที่เรียกว่า 'Dead Seconds' (เดด เซกันด์ส) ซึ่งมีเข็มวินาทีที่แยกแสดงค่าออกจากจักรขับเข็มชั่วโมงและนาทีให้สามารถกดเริ่มและหยุดจับเวลาได้อย่างอิสระ (Independent Seconds-อินดีเพนเดนท์ เซกันด์ส) ซึ่งช่วยประหยัดเวลาให้แก่นักศึกษาแพทย์และเวรปฏิบัติมือใหม่ในการบันทึกและเขียนคำสั่งการรักษาลงไปในเวชระเบียนผู้ป่วย ภายใต้การดูแลองอาจารย์หมอและแพทย์ประจำบ้านอีกต่อหนึ่ง

 

แม้ในปัจจุบันมีผู้ผลิตนาฬิการังสรรค์เรือนเวลาโครโนกราฟที่มี 'Pulsometric Scale' ออกมาค่อนข้างน้อย แต่ก็ยังคงสามารถพบเห็นได้บ้าง โดยเฉพาะในนาฬิกาที่มีรูปลักษณ์คลาสสิก

ส่วนหนึ่งของผลงานเรือนเวลาโครโนกราฟที่มี 'Pulsometric Scale' ทั้งในอดีตและปัจจุบันอาทิ Rolex Cosmograph Daytona Medical Chronograph (โรเล็กซ์ คอสโมกราฟ เดย์โทนา เมดิคัล โครโนกราฟ) Ref.6264 ผลิตปี 1970 ที่แปลกตาจาก Daytona รุ่นปกติด้วยวง 'Pulsometer (โครโนกราฟ พัลโซมิเตอร์) หนึ่งในผลงานสุดคลาสสิกของ Ulysse Nardin (ยูลิสนาร์แดง) ในขณะที่ Ball Trainmaster Doctor's Chronograph (บอล เทรนมาสเตอร์ ด็อกเตอร์ส โครโนกราฟ) คือเรือนเวลาจับเวลาสำหรับคุณหมอโดยเฉพาะ Longines Pulsometer Chronograph (ลองจินส์ พัลโซมิเตอร์ โครโนกราฟ) และ Longines Asthmometer Pulsometer Chronograph (ลองจินส์ แอสธ์โมมิเตอร์-พัลโซมิเตอร์ โครโนกราฟ) เป็น 2 ผลงานระดับคลาสสิกของ Longines ที่มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์นาฬิกาจับเวลาที่ใช้ 'Pulsometric Scale' ต่อด้วย Blancpain Chronographe Pulsmometric Scale' ส่วนทางฟากฝั่งเยอรมนีก็มี A. Lange & Sohne 1815 Chronograph (อา ลังเงอ อุนด์ ซือห์เนอ 1815 โครโนกราฟ) รุ่นแรกที่ผลิตภายหลังแบรนด์กลับมาดำเนินกิจการต่ออีกครั้ง เป็นนาฬิกาจับเวลาคลาสสิกที่ใช้ 'Pulsometric Scale' ก่อนปรับโฉมใหม่ในปี 2010 โดยเอา 'Pulsometric Scale' ออก ช่วยให้หน้าปัดเรียบโล่งขึ้น แต่อรรถประโยชน์ก็ลดลงเช่นกัน

 

Velocity

ติดตาม 'ความเร็ว'

ในขณะที่วัตถุมีการเคลื่อนที่ จะได้ทั้งระยะทางและการกระจัด* ในเวลาเดียวกัน และต้องใช้เวลาในการเคลื่อนที่ จึงจะทำให้เกิดปริมาณที่สัมพันธ์กันขึ้นปริมาณดังกล่าวคือ

1. อัตราเร็ว คือระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ใน 1 หน่วยเวลา จัดเป็นปริมาณสเกลาร์ หน่วยในระบบ SI ใช้เป็น เมตร/วินาที

2. ความเร็ว คือขนาดของการกระจัด* ที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ใน 1 หน่วยเวลาจัดเป็นปริมาณเวกเตอร์ ใช้หน่วยเดียวกับอัตราเร็ว

*การกระจัดคือระยะทางที่สั้นที่สุดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง สมการแสดงความสัมพันธ์ของอัตราเร็ว ระยะทาง และเวลาคือ v=d/t โดย v คืออัตราเร็วหรือความเร็ว d คือระยะทางหรือการกระจัด และ t คือเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่

อัตราเร็วและความเร็วเป็นปริมาณที่แสดงให้ทราบลักษณะการเคลื่อนที่ของวัตถุ ถ้าในทุกๆ หน่วยเวลาของการเคลื่อนที่ วัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยขนาดของอัตราเร็ว หรือความเร็วเท่ากันตลอดการเคลื่อนที่ เรียกว่าวัตถุเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วสม่ำเสมอหรืออัตราเร็วคงที่ ถ้าพิจารณาแล้วพบว่าในแต่ละหน่วยเวลาของการเคลื่อนที่ วัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว หรือความเร่ง ในกรณีนี้หาการหาค่าอัตราเร็วหรือความเร็ว คำนวณหาได้ 2 รูปแบบคือ

1. อัตราเร็วขณะใดขณะหนึ่ง หรือความเร็วขณะใดขณะหนึ่งเป็นการหาค่าอัตราเร็วหรือความเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงใดช่วงหนึ่งของการเคลื่อนที่ อาทิ กำลังขับรถจากกรุงเทพฯ ไปชลบุรี ก็วัดความเร็วแค่บางช่วงของการเดินทางก็ได้ ไม่ต้องวัดตั้งแต่กรุงเทพฯ จนถึงชลบุรี

2. อัตราเร็วเฉลี่ยหรือความเร็วเฉลี่ย เป็นการหาค่าอัตราเร็วหรือความเร็วหลังจากมีการเคลื่อนที่ โดยคำนวณหาจากการเฉลี่ยระยะทางทั้งหมดของการเคลื่อนที่ในหนึ่งหน่วยเวลา

**กรณีที่วัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วสม่ำเสมอ ค่าอัตราเร็วขณะใดขณะหนึ่ง กับอัตราเร็วเฉลี่ยจะมีค่าเท่ากัน

 

History of Tachymetric Scale

สเกลวัดอัตราเร็ว

'Tachymeter' (ทาคีมิเตอร์) หรือ 'Tachymetric Scale' นิยมติดตั้งไว้ที่บริเวณขอบตัวเรือนนาฬิกาเช่นเดียวกับ 'Pulsometric Scale' โดยใช้ร่วมกับเข็มวินาทีภาคจับเวลาที่อยู่บริเวณกึ่งกลางหน้าปัด ในการใช้งานเริ่มต้นด้วยการกดปุ่มเริ่มจับเวลา กระทั่งกดหยุดแล้วอ่านค่าด้วยการดูว่าเข็มวินาทีชี้ไปที่เลขใดบน 'Tachymetric Scale' จะทำให้สามารถอ่านค่าอัตราเร็วในการเคลื่อนที่หรือการทำกิจกรรมนั้นๆ ได้

'Space-Time' (สเปซไทม์) คือหนึ่งใน 'ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์' (Einstein's General Theory of Relativity - ไอน์สไตน์ส เจเนอรัล ธีโอรี ออฟ เรลาทิวิตี) คือทฤษฎีเชิงเรขาคณิตของความโน้มถ่วงและเอกภพวิทยา ซึ่ง Albert Einstein (อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์) เสนอว่าอวกาศและเวลาผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยเอกภพที่คนเราดำรงชีพนี้อยู่ในกาลอวกาศ 4 มิติ ที่ประกอบด้วยความกว้าง ความยาว ความสูง และเวลา แต่ก่อนที่ 'ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป' จะได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในปี 1916 นักวิทยาศาตร์ยุคก่อนนั้นเชื่อว่าเวลาไม่ใช่มิติ และไม่ผนวกเวลาเข้าเป็นมิติที่ 4 ดังนั้นเอกภพจึงมีเพียง 3 มิติเท่านั้น ซึ่งอัจฉริยะผู้นี้คัดค้านและเสนอว่า ตำแหน่งและเวลาของวัตถุแยกจากกันไม่ได้เด็ดขาด

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับสิ่งหนึ่งย่อมกระทบต่อสิ่งอื่นด้วย กล่าวคืออัตราเร็วหรือช้าของเวลาเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงที่สามารถโค้งงออวกาศและเวลาได้ ถ้าแรงโน้มถ่วงสูง เวลายิ่งเดินช้าลงเรื่อยๆ จนถึงระดับที่เวลาจะหยุดเดิน ต่อยอดจินตนาการไปสู่สมมุติฐานที่ว่า หากมนุษย์สามารถสร้างเครื่องจักรที่เดินทางเร็วกว่าแสงได้ ก็สามารถประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลาอย่าง 'Time Machine' (ไทม์ แมชชีน) ได้เช่นกัน

'ทฤษฏีสัมพันธภาพภาคพิเศษของไอน์สไตน์' (Einstein's Special Theory of Relativity - ไอน์สไตน์ส สเปเชียล ธีโอรี ออฟ เรลาทิวิตี) อธิบายถึงผลของความเร็วสัมพัทธ์กับขนาดของวัตถุ (และเวลา) หรือเหตุการณ์สรุปได้ว่า วัตถุยิ่งเคลื่อนที่เร็วเท่าไร ขนาดจะยิ่งเล็กลง (และเวลาเดินช้าลง) หรือกรณีวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่กับวัตถุที่อยู่กับที่ อาทิ คนยืนอยู่ที่สถานีรถไฟ (ที่วัดโดยดูจากระยะทางที่แสงเคลื่อนที่) เล็กกว่าขนาดของวัตถุขณะอยู่กับที่ ณ จุดที่สังเกต เป็นต้น

ทั้งมิติตำแหน่งและเวลามีบทบาทต่อแนวคิดในการเคลื่อนที่ของวัตถุที่พัฒนาไปสู่การเพิ่มอัตราความเร็วของวัตถุ ในที่นี้นาฬิกาโครโนกราฟมีบทบาทสำคัญในฐานะอุปกรณ์ช่างที่ช่วยวัดความลึกของตัวตึกและความสูงของอาคาร โดยคำนวณจากระยะเวลาตกของวัตถุและอัตราเร่งของวัตถุที่เคลื่อนที่ ยิ่งความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาตร์รุดหน้ามากขึ้นเท่าใด ความต้องการอุปกรณ์วัดค่าที่มีความเที่ยงตรงก็ยิ่งถีบตัวสูงขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะนาฬิกาจักรกลโครโนกราฟที่อำนวยความสะดวก ให้นายช่างไม่ต้องมานั่งจำสูตรคิดคำนวณยาวๆ แต่สามารถคิดค่าทางวิศวกรรมศาตร์ได้เหมือนกัน

หน้าปัดของนาฬิกาโครโนกราฟที่ออกแบบเส้นสเกลด้วยเส้นขีดแบ่งค่าจับเวลาของ 'Tachymatric Scale' สะท้อนบางสิ่งที่เหนือกว่าภูมิปัญญาเชิงช่างโบราณ นั่นคือเสน่ห์แห่งดีไซน์สุดคลาสสิกที่ยังคงใช้การได้ดีมาจนถึงปัจจุบัน ผนวกเป็นฟังก์ชันหนึ่งในกล้องวัดมุม (Theodolite - ธีโอโดไลท์) และสเกลวัดความเร็วบนของเรือนนาฬิกาสปอร์ตที่ทำงานร่วมกับการวัดค่าจับเวลา แสดงอัตราเร็วของวัตถุในระยะทางที่มีหน่วยเป็นเมตร กิโลเมตร ไมล์ ไมล์ทะเล ฯลฯ โดยมีสูตรคำนวณคือ ระยะทางหารด้วยเวลาเท่ากับอัตราเร็ว โดยมาตรฐานของสเกลวัดความเร็วทั่วไปเริ่มต้นที่ 60-500 หน่วยของระยะทางต่อชั่วโมง หากต้องการวัดรอบความเร็วที่ต่ำกว่านี้ต้องแปลงหน่วยของระยะทางลงมา เช่น จากกิโลเมตร เป็นต้น

'Tachymetric Scale' มักอยู่บริเวณขอบตัวเรือนหรือขอบหน้าปัดนาฬิกาโครโนกราฟที่จะใช้งานร่วมกับ 'Tachymetric Scale' มักออกแบบให้เข็มวินาทีของภาคจับเวลาติดตั้งอยู่บริเวณกลางหน้าปัดร่วมกับเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีภาคเวลา การอ่านค่าอัตราเร็วจากการใช้ 'Tachymetric Scale' นั้นง่ายดายเพียงแค่กดปุ่มจับเวลา เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ผ่านหลักกิโลเมตรหรือไมล์หลักแรก และกดหยุดเมื่อเคลื่อนผ่านหลักถัดไป ปลายเข็มจับเวลาเป็นวินาทีไปหยุดที่เลขใดบน 'Tachymetric Scale' นั่นคือค่าอัตราเร็วเป็นกิโลเมตรหรือไมล์ต่อชั่วโมง ตัวอย่างเช่น กรณีการขับรถ เมื่อเริ่มออกตัวก็กดปุ่มเริ่มจับเวลาเมื่อถึงหลักกิโลเมตรแรก เมื่อถึงหลักกิโลเมตรถัดไปก็กดปุ่มหยุด แล้วดูว่าเข็มวินาทีภาคจับเวลาชี้ไปที่เลขใดบน 'Tachymetric Scale' สมมุติว่าเป็นเลข 100 หมายความว่ารถวิ่งด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง

นอกจากประโยชน์ในการนำมาใช้วัดอัตราเร็วในการเคลื่อนที่แล้ว ยังประยุกต์กับกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ต้องการวัดอัตราเร็วในการทำกิจกรรนั้นๆ โดยแบ่งช่วงเวลาเป็น 60 วินาที อาทิ การจับเวลาเพื่อวัดอัตราเร็วของชิ้นงานที่ผลิตออกมาโดยเครื่องจักรในโรงงาน ตั้งแต่เริ่มต้นผลิตจนเสร็จเรียบร้อย จึงมีประโยชน์ในการปรับปรุงและวางแผนการผลิตให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้ เช่น เมื่อเริ่มต้นผลิตผลิตภัณฑ์ 1 ชิ้น ก็กดปุ่มเริ่มจับเวลา เมื่อผลิตเสร็จก็กดปุ่มหยุด สมมุติว่าใช้เวลาผลิตเสร็จ 30 วินาที หากเข็มวินาทีภาคจับเวลาชี้ไปที่เลข 120 บน 'Tachymetric Scale' ที่ขอบหน้าปัด หมายความว่ากำลังการผลิตผลิตภัณฑ์คือ 120 ชิ้น/ชั่วโมง

นาฬิกาโครโนกราฟบางรุ่นที่ติดตั้ง 'Tachymetric Scale' ไว้รอบหน้าปัดแบบหมุนได้ เพื่อคำนวณอัตราเร็วเฉลี่ยและระยะทางด้วยการหมุนดัชนีสัญลักษณ์ที่กำหนดไว้ในทิศทางตรงข้ามเข็มนาที นอกจากนี้ ผู้ใช้นาฬิกาที่มี 'Tachymetric Scale' จะแสดงค่าอัตราเร็วในหน่วยกิโลเมตร/ชั่วโมง เทียบบัญญัติไตรยางค์มาจากค่าเวลาเป็นวินาทีของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และระยะเวลาของเหตุการณ์ทั้งหมดคิดเป็นวินาทีใน 1 ชั่วโมงเท่ากับ 60 นาที x 60 วินาที เท่ากับ 3,600 วินาที จึงสามารถคำนวณอัตราเร็วเฉลี่ยด้วยสูตรดังต่อไปนี้ได้

1/T x 3600s / 1h (T หมายถึงเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น)

ยกตัวอย่างเช่น หากขับรถไปจังหวัดเชียงใหม่ด้วยอัตราเร็ว 20 วินาที/กิโลเมตร ดังนั้น อัตราเร็วเฉลี่ยของรถจะอยู่ที่ 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในทางกลับกัน ถ้าจะคำนวณระยะทางได้ด้วยสมการนี้ เช่นหากขี่มอเตอร์ไซด์ไปยังจุดหมายใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงด้วยอัตราเร็วคงที่ 100 วินาที/กิโลเมตร ใช้ 'Tachymetric Scale' ช่วยคำนวณระยะทางจะได้ค่าราว 36 กิโลเมตรนั่นเอง กล่าวโดยสรุป 'Tachymetric Scale' ที่อ้างอิงจากเลข 60 นั้นคำนวณออกแบบไว้เพื่อหาอัตราความเร็วเฉลี่ยของยานพาหนะหรือเหตุการณ์ในระยะเวลา 60 วินาทีหรือต่ำกว่า แต่ไม่เหมาะสำหรับจับเวลาเหตุการณ์ช่วงสั้นๆ ที่น้อยกว่า 10 วินาทีลง เพราะยากที่จะทำนายผลลัพธ์ของเหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำ หรืออาจคาดเดาผลของการกระทำที่เกิดขึ้นได้ไม่ตรงกับตรรกะความเป็นจริง

 

Tachymeter Watch

เรือนเวลาจ้าวความเร็ว

สเกลยอดฮิตที่ได้รับความนิยมประดับที่ขอบหน้าปัดนาฬิกาโครโนกราฟคงหนีไม่พ้น 'Tachymetric Scale' เพราะมีอรรถประโยชน์หลายประการ ที่สามารถนำไปประยุกต์กับกิจกรรมต่างๆ ได้หลากหลาย ปัจจุบันจึงยังมีผู้ผลิตนาฬิกาจำนวนมากที่ผลิตนาฬิกาโครโนกราฟที่มี 'Tachymetric Scale' อาทิ Omega Pocket Chronograph (โอเมก้า พ็อกเก็ต โครโนกราฟ) ยุคปี 1905 ที่แสดงค่าอัตราความเร็วจาก 10.5-300 กิโลเมตร/ชั่วโมง Omega Speedmaster Chronograph (โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ โครโนกราฟ) นาฬิกาตะลุยดวงจันทร์ที่พ่วงระบบจับเวลาหร้อม 'Tachymetric Scale' หรือ Breguet Classique (เบรเกต์ กลาสสีค) Ref.5247 ที่แปลกตาด้วยสเกลรูปวงก้นหอยอยู่กลางหน้าปัด TAG Heuer Grand Carrera Calibre 36 RS Caliper Automatic Chronograph (แทค ฮอยเออร์ แกรนด์ คาร์เรรา คาลิเบรอ 36 อาร์เอส คาลิเปอร์ ออโตเมติก โครโนกราฟ ทู) นาฬิกาสปอร์ตหรูที่ใช้วัดอัตราเร็วได้ Breitling Chronomat 44 Blacksteel (ไบรท์ลิง โครโนแมท 44 แบล็กสตีล) หนึ่งในนาฬิกาสปอร์ตระบบจับเวลาที่นิยมใช้ 'Tachymetric Scale'

แม้ในปัจจุบันผู้ผลิตนาฬิกาหลายรายนิยมนำสเกลทั้งแบบ 'Pulsometric' และ 'Tachymetric' ออกไปจากหน้าปัด เพื่อเปิดพื้นที่โล่งให้หน้าปัดมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะแนวโน้มแสวงหาความเรียบง่ายในงานออกแบบ ส่วนหนึ่งอาจเพราะผู้สวมใส่อาจไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์สเกลที่มีอยู่บนหน้าปัดนักก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เรือนเวลาที่มี 'Pulsometric Scale' และ 'Tachymetric Scale' ที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในนาฬิกาสปอร์ต

การจะใส่รายละเอียดใดลงบนหน้าปัด เชื่อว่าผู้ออกแบบนาฬิกาได้ตัดสินใจอย่างดีแล้ว ว่าสุนทรียะและอรรถประโยชน์จะบรรจบกันอย่างไร

นาฬิกาจับเวลาที่คุณมีอยู่ มีสเกลเหล่านี้บ้างหรือไม่ ถ้ามี... ขอให้ได้ใช้สอยกันบ้าง เดี๋ยวผู้ออกแบบเขาจะน้อยใจจนตัดเอาสเกลเหล่านี้ออกไป

ที่มา : นิตยสาร watch world-wide vol.11 no.131